หมวก

posted on 09 May 2012 23:25 by z01520 in Featherliless

                ลักษณะเราคล้ายพืช เราเคลื่อนที่ไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่ได้ และเราเกิดมาเพื่อรับแสงแดด แต่เราไม่ใช่พืช เรารู้มาว่าพืชสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เราทำไม่ได้ เราไม่มีสีเขียว เราไม่มีชีวิต เราเป็นเครื่องประดับกายมนุษย์ชิ้นหนึ่ง

                ฉันชื่อเช็ค ฉันอยู่บนหัวของเด็กชายคนหนึ่งในรถตู้เก่าๆ หลังจากนั่งอยู่บนสุดบนเก้าอี้ซึ่งมีของกองพะเนินในห้องของเขามาเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์ ก่อนหน้านั้นฉันมาจากไหนไม่สำคัญ ตอนนี้ฉันมาอยู่ในจังหวัดหนึ่งของประเทศโซนร้อน อากาศร้อนมาก เขาจึงวางฉันไว้บนหัวตลอดเวลา เด็กชายมากับเพื่อนอีกสองคน พวกเขาพากันไปกินข้าวเมื่อลงจากรถตู้ หลังจากนั้นไปเที่ยวรอบๆ เมือง ผ่านแม่น้ำ ศาลาเจ้าพ่อ ร้านขายของต่างๆ ร้านอาหาร และไปยังร้านหนังสือ ทั้งสามคนนั่งและยืนอยู่ในร้านหนังสือเป็นเวลานาน นานกว่าที่ไปที่ไหนๆ จนฉันพอจะเข้าใจได้ว่าที่เด็กสามคนนี้บอกว่ามาร้านหนังสือคือตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อมาที่ร้านหนังสือร้านนี้จริงๆ

                หลังจากทั้งสามนั่งคุยกับพี่ที่ดูแลร้านอยู่นานพอควร(และมีพี่อีกคนออกมาจากหลังร้านเป็นครั้งคราว) พวกเขาจึงลากลับออกไปหาที่พักชั่วคราวสำหรับหนึ่งคืนที่จะอยู่ในจังหวัดนี้ ผมถูกจับวางลงรวมกับสิ่งของอื่นๆ ได้แก่กระเป๋าสตางค์ นาฬิกา โทรศัพท์มือถือ ในห้องพักและหลับไปในคืนนั้น

                เช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสามตื่นขึ้น เด็กชายหยิบฉันขึ้นวางไว้บนหัวอีกครั้งก่อนออกเดินทางไปดูธรรมชาติในที่ที่ไกลตัวเมืองพอสมควร ด้วยความที่ไม่มียานพาหนะเป็นของตนเองจึงต้องใช้รถประจำทาง รถสีเหลืองวนอ้อมผ่านสถานที่สำคัญๆ ในจังหวัดมากมาย เช่นสถานีตำรวจ ศาลากลางประจำจังหวัด โรงพยาบาล โรงเรียนวิชาชีพแห่งหนึ่ง และที่ว่าการจังหวัด เป็นต้น เท่าที่ฉันดูบรรยากาศถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว ถนนกว้างพอสมควร รถส่วนมากที่พบเห็นเป็นรถกระบะวิ่งไปมาได้ตลอดไม่มีการติดอย่างในเมืองใหญ่ๆ บ้านเป็นทรงต่ำเกือบทั้งหมด ไม้สลับปูน มีต้นไม้รายทางมากทีเดียว

                ในที่สุดเด็กทั้งสามก็ได้มาถึงปลายทางที่ใกล้ “หุบป่า” ที่สุด จากนี้ไปไม่มีรถประจำทางจึงต้องขอโดยสารกับคนที่ผ่านเข้าไปในทางเดียวกัน โชคดีที่ไม่นานก็มีผู้ใจบุญผ่านมา ฉันจึงได้เดินทางต่ออีกครั้งพร้อมกับทั้งสามคน บนรถกระบะลมตีหน้าของทั้งสามจนไม่เห็นสีดำของดวงตา ไม่นานเกินรอ หลังจากรถเลี้ยวซ้ายขวาไปมาอยู่พักหนึ่งก็จอดลงในที่จอดรถของ “หุบป่า” นั้น ทั้งสามลงจากรถและขอบคุณผู้ใจบุญ ฉันยังคงอยู่บนหัวของเด็กชายผู้นั้นนิ่งๆ หันไปข้างหลังบ้าง หน้าบ้างแล้วแต่เขาจะจัด ฉันเห็นต้นไม้มากมายไม่ทราบชื่อจนเห็นป้ายในตอนหลังว่าชื่อต้นตาด สูงเสียดฟ้า ขึ้นอยู่ทั่วๆ เต็มพื้นที่ พืชชนิดอื่นก็มีแต่ไม่ทราบชื่อเช่นกัน ทั้งสามคนเดินดูรอบๆ เป็นต้นไม้ และหินเกือบทั้งหมด ฉันมองแล้วไม่เข้าใจว่าตกลงมาดูอะไรกัน แต่คงสวยงามในสายตาของมนุษย์กระมังถึงจะมีคนหนึ่งออกปากบ่นว่า ”แห้งเหลือเกิน” ก็ตาม

                เวลาผ่านไปสักสองชั่วโมงเศษ พวกเขาพากันกลับออกมาด้านหน้าและเดินไปตามข้างถนนหวังจะโบกมือเรียกรถที่ผ่านมาเพื่อกลับออกไปยังที่ที่จากมา นับว่าเป็นโชคดีครั้งที่สองที่มีผู้ใจบุญอีกท่านขับรถผ่านมาแล้วให้เราขึ้นรถกันไป เช่นเคยดวงตาของทั้งสามหามีแววไม่ เพราะไม่เห็นแม้กระทั่งลูกตาด้วยโดนลมตีอย่างแรงตามอัตราเร็วของรถ

                รถแล่นไปได้ไม่ทันไรฉันก็รู้สึกหวิวๆ เหมือนไร้ที่ยึดเกาะ เสี้ยววินาทีนั้นฉันเห็นหน้าเด็กชายและเพื่อนเขาอีกสองคนนั่งฝั่งตรงข้ามบนหลังรถกระบะ สีหน้าไร้ความคิดเห็นจากเด็กชายขณะหันมามองขณะที่อีกสองคนไม่รับรู้เหตุการณ์ใดๆ

                วินาทีถัดมาฉัน “หมวกเช็ค” ลงไปอยู่บนพื้นถนนเสียแล้ว

 

Comment

Comment:

Tweet

สงสารคุณหมวกจังเลยครับsad smile